15.2.5 การจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาส่งเสริมการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนผ่านการจัดการเรียนการสอนในหลายหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับดิน ระบบนิเวศ และการใช้ประโยชน์พื้นที่อย่างเหมาะสม ได้แก่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
หลักสูตรมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาที่เปิดสอน เลือกเมนูซ้ายมือ "หลักสูตร" จากนั้น เลือกแถบเมนู "หลักสูตรที่เปิดสอน"
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืนเพื่อเกษตรกรรมและชุมชน ผ่านการดำเนินงานที่ครอบคลุมทั้งด้านวิชาการ วิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการสร้างพื้นที่ต้นแบบในจังหวัดนครราชสีมา โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูดิน ลดการใช้สารเคมีพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และรักษาความสมดุลของระบบนิเวศท้องถิ่น การดำเนินงานสำคัญประกอบด้วย 1. โครงการการขับเคลื่อนมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ KOS เพื่อการจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาได้ร่วมกับจังหวัดนครราชสีมา และหน่วยงานด้านการเกษตรพัฒนาระบบ “มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ขั้นพื้นฐานจังหวัดนครราชสีมา (Korat Organic Standard: KOS)” เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ลดการใช้สารเคมี และจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืนตามหลักเกษตรอินทรีย์ภายใต้โครงการนี้ มหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญด้านวิชาการ วิจัย การอบรม และการลงพื้นที่ เพื่อถ่ายทอดความรู้ด้านการฟื้นฟูดิน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และระบบเกษตรอินทรีย์เชิงนิเวศ เพื่ออบรมให้ความรู้แก่เกษตรกรในจังหวักนครราชสัมา โดยผู้เข้าร่วมอบรมไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี) ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากสามารถยกระดับการจัดการที่ดินอย่างเหมาะสมและมีความยั่งยืนมากขึ้น
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยยังสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลผ่าน KORAT KOS Digital Platform เพื่อติดตามและประเมินพื้นที่เกษตร ช่วยให้การจัดการที่ดินมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเพิ่มประสิทธิภาพของการพัฒนาพื้นที่ในระยะยาว
โดยรวมแล้ว โครงการ KOS เป็นหลักฐานสำคัญที่สะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสนับสนุน “การจัดการที่ดินเพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน” อย่างเป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
2. โครงการพื้นที่ต้นแบบด้านแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรปลอดภัยและรักษ์สิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม ตำบลขามสะแกแสง
สภาพปัญหา/ความต้องการของพื้นที่
ตำบลขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา เป็นพื้นที่หนึ่งที่อยู่ในพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาเพื่อเกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นหนึ่งตำบลที่มีทรัพยากรและการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักด้วยการเกษตรและมีการต่อยอดสินค้าที่เกิดขึ้นจากวัตถุดิบจากการเกษตร โดยบูรณาการความร่วมมือ องค์ความรู้จากหน่วยงานภายใน ซึ่งประกอบด้วย คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม คณะวิทยาการจัดการ คณะสาธารณสุขศาสตร์ ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ยังมีหน่วยงานภายนอกที่ให้ความร่วมมือภาคีเครือข่าย คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา จึงวางแผนดำเนินการสร้างนวัตกรรมทางสังคมแบบองค์รวมเพื่อพัฒนาท้องถิ่น สร้างพื้นที่ต้นแบบ Social Lab ในด้านการเกษตรปลอดภัยและรักษาสิ่งแวดล้อม
วัตถุประสงค์
1) พัฒนาและเชื่อ มโยงชุมชนต้นแบบแหล่งเรียนรู้เชิงเกษตรปลอดภัยและสิ่งแวดล้อ มแบบองค์รวม
2) สร้างชุมชนต้นแบบส่งเสริมเชิงเศรษฐกิจและสังคมแหล่งเรียนรู้ท่องเที่ยวเชิงเกษตรปลอดภัยและสิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม
กลุ่มเป้าหมาย :
ชุมชน สมาชิกศูนย์และเครือข่าย นักศึกษา อาจารย์ หน่วยงานภาครัฐ
พื้นที่ดำเนินการ :
ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภ าพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ขามสะแกแสง ตำบลขามสะแกแสง อำเภอ จังหวัดนครราชสีมา
ผลลัพธ์
- นวัตกรรมเครื่องผสมการผลิตดินปลูกจากปุ๋ยหมักอินทรีย์และถ่านไบโอชาร์บำรุงดิน
- ศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ 1 แห่ง 5 ฐานการเรียนรู้
- ผลตอบแทนทางสังคม (SROI) เท่ากับ 1.91
3. ศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยการเกษตร 100 ไร่ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา
ศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยการเกษตร 100 ไร่ เป็นพื้นที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาที่ใช้สำหรับการเรียนการสอน การทดลอง และการอบรมด้านการเกษตรให้กับประชาชนทั่วไป พื้นที่นี้ประกอบด้วยแปลงทดลอง การผลิตปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพ การทำเกษตรอินทรีย์ และการพัฒนาเป็นพื้นที่ต้นแบบด้านเกษตรสำหรับใช้เป็นตัวอย่างให้กับชุมชน โดยพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้เป็นแปลงสาธิตเกษตรอินทรีย์และเป็นพื้นที่พัฒนาแนวทางการจัดการดินอย่างยั่งยืน เช่น การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การเพิ่มอินทรียวัตถุในดิน การปลูกพืชหมุนเวียน และการจัดแปลงปลูกแบบผสมผสานเพื่อช่วยฟื้นฟูดินและลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี
ศูนย์ฝึกอบรมและวิจัยการเกษตร 100 ไร่ ยังใช้เป็นสถานที่ฝึกปฏิบัติของนักศึกษาและคณาจารย์ รวมถึงเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมฝึกอบรมและถ่ายทอดความรู้ให้กับหน่วยงานท้องถิ่นและเกษตรกร โดยผู้เข้าร่วมอบรมไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี) ในประเด็นการจัดการดินและระบบการผลิตแบบอินทรีย์ พื้นที่นี้ทำหน้าที่เป็นฐานเรียนรู้สำคัญสำหรับการพัฒนาวิธีการฟื้นฟูดิน และเป็นต้นแบบที่สามารถนำไปปรับใช้ในพื้นที่ของชุมชนโดยรอบได้จริง