4.3.4 กิจกรรมบริการวิชาการภายนอกมหาวิทยาลัย 2027

1. โครงการชุมชนผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยนวัตกรรมบูรณาการสามสอตำบลหนองงูเหลือม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา (จัดตามแผนที่วางไว้ on programmed basic)

          มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยคณะสาธารณสุขศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการ “ชุมชนผู้สูงวัยอย่างมีคุณภาพ ด้วยนวัตกรรมบูรณาการสามสอ ตำบลหนองเหลือม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา” โดยมี รศ.ดร.อรรถวิทย์ สิงห์ศาลาแสง เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โครงการมุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตและศักยภาพของผู้สูงวัยในชุมชน ผ่านการจัดกิจกรรมบริการวิชาการและการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทและความต้องการของชุมชน ณ โรงเรียนผู้สูงอายุ องค์การบริหารส่วนตำบลหนองเหลือม อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้สูงอายุในพื้นที่ จำนวน 65 คน กิจกรรมของโครงการครอบคลุมการพัฒนาทักษะผู้สูงวัยนักบริบาล การพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและต่อยอดการสร้างอาชีพ ตลอดจนการส่งเสริมการรับรู้คุณค่าในตนเอง เพื่อให้ผู้สูงวัยสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีส่วนร่วมกับครอบครัวและชุมชน การดำเนินโครงการเป็นการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนนอกพื้นที่มหาวิทยาลัย ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการให้ความรู้ การฝึกปฏิบัติ และการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยมีบุคลากรจากคณะสาธารณสุขศาสตร์เป็นผู้รับผิดชอบและดำเนินกิจกรรมร่วมกับภาคีในพื้นที่ และมีกิจกรรมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การผลิตผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างจานสมุนไพร” เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2568 เพื่อถ่ายทอดความรู้และทักษะที่ผู้สูงอายุสามารถนำไปใช้ในครัวเรือนและต่อยอดเป็นอาชีพเสริมได้

          ผลการดำเนินงาน ผู้สูงอายุในชุมชนจำนวน 65 คน ได้รับการส่งเสริมทั้งด้านความรู้ ทักษะ และการพัฒนาศักยภาพในการดำเนินชีวิต ผ่านกิจกรรมที่หลากหลายตามแนวทางของโครงการ และได้ลงมือฝึกปฏิบัติจริง สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงมีโอกาสนำความรู้ไปต่อยอดเพื่อสร้างงานและอาชีพเสริม

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


2. โครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา (จัดตามแผนที่วางไว้ on programmed basic)

          มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยคณะพยาบาลศาสตร์ ได้ดำเนินโครงการ “พัฒนาชุมชนต้นแบบการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้ต้นแบบด้านสุขภาพสำหรับหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต พัฒนาชุมชนต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน และพัฒนานวัตกรรมการส่งเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน กิจกรรมดำเนินการในพื้นที่ บ้านลำเชิงไกร หมู่ 9 ตำบลโคกสูง อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กรรมการหมู่บ้าน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกสูง รวมจำนวน 150 คน การดำเนินโครงการมุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน โดยเริ่มจากการสำรวจและวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของผู้สูงอายุ ครอบครัว และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จากนั้นร่วมกันวางแผนและจัดประชาคมเพื่อออกแบบกิจกรรมให้สอดคล้องกับบริบทของชุมชน และดำเนินกิจกรรมตามรูปแบบที่กำหนด โดยมี อสม. พี่เลี้ยงเป็นกลไกสำคัญในการร่วมกับนักศึกษาและอาจารย์ในการอบรม ดูแล และเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุ ตลอดจนร่วมพัฒนานวัตกรรมด้านสุขภาพในท้องถิ่น นอกจากนี้ ยังมีการติดตามผลและประเมินผลกิจกรรม ทั้งด้านคุณภาพชีวิตและสุขภาวะของผู้สูงอายุ รวมถึงความพึงพอใจของเครือข่ายชุมชน กิจกรรมดังกล่าวจึงเป็นการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการพยาบาลและการส่งเสริมสุขภาพไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้กับประชาชนและภาคีเครือข่าย นอกพื้นที่มหาวิทยาลัย

          ผลการดำเนินงาน เกิดชุมชนต้นแบบด้านการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในตำบลโคกสูง โดยบูรณาการกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนเข้ากับหลักสูตร “โรงเรียน อสม. พี่เลี้ยง” เพื่อยกระดับบทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านให้สามารถพัฒนาตนเองเป็น “พี่เลี้ยงสุขภาพ” ที่มีความรู้และทักษะในการถ่ายทอดความรู้ ดูแล และสนับสนุนผู้สูงอายุและครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานยังนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพของ อสม. และการต่อยอดความร่วมมือในการจัดตั้งหรือพัฒนาศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพจังหวัดนครราชสีมา โดยองค์การบริหารส่วนตำบลร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลโคกสูงและภาคีเครือข่ายในพื้นที่

<<รายละเอียดโครงการ>>


3. โครงการสร้างสรรค์ภูมิทัศน์สีเขียว สนามเด็กเล่นพอเพียง และระบบจัดการขยะยั่งยืน โรงเรียนบ้านท่าช้าง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา (จัดตามแผนที่วางไว้ on programmed basic)

          โครงการ “สร้างสรรค์ภูมิทัศน์สีเขียว สนามเด็กเล่นพอเพียง และระบบจัดการขยะยั่งยืน โรงเรียนบ้านท่าช้าง ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา” เป็นกิจกรรมที่ดำเนินการในพื้นที่โรงเรียนบ้านท่าช้าง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาพื้นที่โรงเรียนให้เป็นแหล่งเรียนรู้และ Social Lab สร้างสนามเด็กเล่นตามแนวคิด BBL และเศรษฐกิจพอเพียง ส่งเสริมการจัดการขยะอย่างยั่งยืนภายในโรงเรียน รวมทั้งสร้างความร่วมมือระหว่างนักศึกษา ครู ชุมชน และภาคีเครือข่าย กิจกรรมสำคัญประกอบด้วยการสำรวจพื้นที่และรับฟังความคิดเห็นของชุมชน การอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องภูมิทัศน์ การออกแบบและพัฒนาภูมิทัศน์ การสร้างบ้านขยะจากเศษวัสดุก่อสร้าง และการเผยแพร่องค์ความรู้และประเมินผลโครงการ การดำเนินกิจกรรม เป็นการนำองค์ความรู้และการเรียนรู้จากมหาวิทยาลัยไปดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนและชุมชนนอกพื้นที่มหาวิทยาลัย โดยเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมตั้งแต่การสำรวจพื้นที่และรับฟังความคิดเห็น การออกแบบและพัฒนาพื้นที่ ตลอดจนการลงมือสร้างและปรับปรุงพื้นที่จริง กิจกรรมครอบคลุมทั้งการพัฒนาภูมิทัศน์สีเขียว การสร้างสนามเด็กเล่นตามแนวคิด BBL และเศรษฐกิจพอเพียง และการส่งเสริมระบบจัดการขยะภายในโรงเรียน นอกจากนี้ โครงการมีนักศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 20 คน และมีหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้าร่วม 3 หน่วยงาน

          ผลการดำเนินงาน โครงการกำหนดผลผลิตเป็นโครงการต้นแบบจำนวน 1 โครงการ และ Social Lab จำนวน 1 พื้นที่ รวมทั้งมีรายวิชาที่บูรณาการ 2–3 วิชา และเกิดการมีส่วนร่วมของนักศึกษา 20 คนและหน่วยงานภาคีเครือข่าย 3 หน่วยงาน สำหรับผลลัพธ์ของโครงการ ได้แก่ การปรับภูมิทัศน์สวนขนาด 8×30 เมตร ในพื้นที่หมู่ 1 การสร้างบ้านขยะจากวัสดุรีไซเคิลจำนวน 1 ชิ้นงาน และการพัฒนาสนามเด็กเล่นพอเพียงจำนวน 2 ชิ้นงาน นอกจากนี้ โครงการระบุว่าครัวเรือนในชุมชนมีความสุขเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 และกำหนดผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ไม่น้อยกว่า 1.5

<<รายละเอียดโครงการ>>


4. โครงการการพัฒนาต้นแบบการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมจากวิถีชีวิตของคนพรหมราช ตำบลตูม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา (จัดตามแผนที่วางไว้ on programmed basic)

          โครงการพัฒนาต้นแบบการเรียนรู้ทางศิลปวัฒนธรรมจากอดีตของคนพรหมราช ในพื้นที่ชุมชนวัดพรหมราช ตำบลตูม อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โดยมุ่งพัฒนาชุมชนให้เป็นพื้นที่ต้นแบบ (Social Lab) ด้านสังคมและศิลปวัฒนธรรม และส่งเสริมให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการองค์ความรู้ทางศิลปวัฒนธรรมของตนเองได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกิจกรรมสร้างความตระหนักด้านศิลปวัฒนธรรมและประเพณี การถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับอักษรและภาษาโบราณเพื่อการต่อยอดและเผยแพร่ภูมิปัญญาด้านภาษา ตลอดจนการสร้างอาสาสมัครชุมชนและการจัดแสดงองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการเรียนรู้ นอกจากนี้ ยังมีการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมของอาจารย์หรือนักศึกษามาดำเนินงานร่วมกับชุมชน จำนวน 2 องค์ความรู้ และมีการบูรณาการรายวิชาในหลักสูตรกับการดำเนินงานของโครงการ จำนวน 2 รายวิชา กลุ่มเป้าหมายของโครงการครอบคลุมทั้งประชาชนในชุมชนวัดพรหมราช จำนวน 50 คน พระสงฆ์ในอำเภอปักธงชัย จำนวน 50 รูป และนักเรียนโรงเรียนวัดพรหมราช จำนวน 50 คน ทำให้กิจกรรมของมหาวิทยาลัยสามารถขยายโอกาสทางการเรียนรู้ไปยังประชาชนและกลุ่มผู้เรียนในชุมชนโดยตรง ทั้งยังเป็นการเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการกับบริบททางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาของท้องถิ่น

          ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดพื้นที่ชุมชนต้นแบบ (Social Lab) ด้านสังคมและศิลปวัฒนธรรม จำนวน 1 พื้นที่ และชุมชนที่เข้าร่วมโครงการสามารถนำหนังสือ “ชีวประวัติคนพรหมราช” ไปเผยแพร่และถ่ายทอดความรู้แก่ผู้ที่เข้ามาศึกษาในชุมชนหรือพิพิธภัณฑ์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดข้อมูลประกอบการเรียนรู้ผ่าน QR Code เพื่อให้ผู้เข้าชมสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์และนิทรรศการได้ด้วยตนเอง ซึ่งช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของประชาชนที่เข้ามาใช้พื้นที่เรียนรู้ของชุมชน

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


5. โครงการห้องปฏิบัติการทางสังคม (social lab) รากเหง้าภูมิปัญญาสู่นวัตกรรมและการเรียนรู้เพื่อชุมชนแห่งอนาคต (จัดตามแผนที่วางไว้ on programmed basic)

         โครงการ “ห้องปฏิบัติการทางสังคม (Social Lab) รากเหง้าภูมิปัญญาสู่นวัตกรรมและการเรียนรู้เพื่อชุมชนแห่งอนาคต” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ได้ดำเนินงานในพื้นที่หมู่ที่ 1 บ้านประโดก หมู่ที่ 2 บ้านหมื่นไวย หมู่ที่ 4 บ้านโพนสูง หมู่ที่ 5 บ้านคลองบริบูรณ์ และหมู่ที่ 7 บ้านหนองนาลุ่ม ตำบลหมื่นไวย อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โครงการมีแนวคิดในการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับการพัฒนานวัตกรรม เพื่อสร้างพื้นที่เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมระหว่างชุมชน นักศึกษา และนักวิชาการ โดยให้ความสำคัญกับองค์ความรู้เกี่ยวกับ สมุนไพรพื้นถิ่น ประวัติศาสตร์ และภูมิปัญญาของชุมชน ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น แต่ยังขาดการรวบรวมและถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ การดำเนินงานจึงมีทั้งการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลประวัติชุมชนและสวนสมุนไพร การอบรมแนวทางการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติในพื้นที่ชุมชนสำหรับนักศึกษา การสื่อสารสร้างความเข้าใจกับประชาชนและภาคีเครือข่าย การบูรณาการการเรียนการสอนใน 4 รายวิชา ได้แก่ การจัดการคลังความรู้ดิจิทัล ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนครราชสีมา การออกแบบนิทรรศการ และจุลชีววิทยา/โครงการวิจัยทางชีววิทยา รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการความรู้และการเรียนรู้ เช่น คลังความรู้ดิจิทัลภูมิปัญญาสมุนไพรวิถีถิ่น ชุดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน ชุดนิทรรศการเชิงโต้ตอบ และห้องเรียนชีววิทยาสมุนไพร ตลอดจนการจัดนิทรรศการและเผยแพร่ผลงานเพื่อสื่อสารองค์ความรู้สู่ชุมชน โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นประชาชนใน 5 หมู่บ้าน โรงเรียน 2 แห่ง นักศึกษาจาก 4 หลักสูตร จำนวน 47 คน รวมถึงวัดและหน่วยงานภาคีในพื้นที่ ทั้งนี้ มีการจัดตั้งพื้นที่ต้นแบบ Social Lab ในชุมชนบ้านโพนสูง เพื่อใช้เป็นฐานสำหรับกิจกรรมภาคสนาม การจัดนิทรรศการ และการเก็บรวบรวมข้อมูลชุมชน

          ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิด พื้นที่ชุมชนต้นแบบ Social Lab จำนวน 1 พื้นที่ และเกิดองค์ความรู้จากการบูรณาการร่วมกับชุมชน 3 เรื่อง ได้แก่ องค์ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรพื้นถิ่น ประวัติศาสตร์โบสถ์วัดหมื่นไวย และการจัดนิทรรศการชุมชน นอกจากนี้ ยังเกิดนวัตกรรมที่สามารถเผยแพร่ได้ 4 รายการ ได้แก่ คลังความรู้ดิจิทัลภูมิปัญญาสมุนไพรวิถีถิ่น ชุดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชนโบสถ์หมื่นไวย ชุดนิทรรศการเชิงโต้ตอบประวัติศาสตร์ชุมชนและภูมิปัญญาสมุนไพรวิถีถิ่น และชุดบัตรความรู้ห้องเรียนชีววิทยาสมุนไพรพื้นถิ่น โดยโครงการมีการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมไปใช้เป็นสื่อสำหรับการเรียนรู้ในพื้นที่ชุมชน โรงเรียน และวัด รวมถึงมีภาคีเครือข่ายในพื้นที่เข้ามาสนับสนุนการดำเนินงาน ได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบลหมื่นไวย โรงเรียนบ้านหมื่นไวย โรงเรียนชุมชนบ้านประโดก-โคกไผ่ (สถิตวิริยคุณ) วัดโคกประดู่ และวัดหมื่นไวย ผลการดำเนินงานยังระบุว่าประชาชนในพื้นที่เป้าหมายได้รับประโยชน์และมีความพึงพอใจในระดับดี สะท้อนถึงการนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยไปใช้ในการสร้างพื้นที่และสื่อการเรียนรู้ร่วมกับชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


6. โครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยนวัตกรรม 4อ. 1ป. (จัดตามแผนที่วางไว้ on programmed basic)

          คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดย รองศาสตราจารย์ ดร.พุฒิพงศ์ สัตยวงศ์ทิพย์ ผู้รับผิดชอบโครงการ ดำเนิน โครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังด้วยนวัตกรรม 4อ. 1ป. ปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในพื้นที่ ตำบลธงชัยเหนือ จำนวน 16 หมู่บ้าน และโรงพยาบาลปักธงชัย อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา โครงการต่อยอดจากผลการดำเนินงานด้านการบริการวิชาการของคณะสาธารณสุขศาสตร์ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2565 ซึ่งพบว่าการพัฒนาชุมชนต้นแบบด้านสุขภาพช่วยให้ผู้สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคเรื้อรังสามารถควบคุมภาวะแทรกซ้อนได้ สามารถช่วยเหลือตนเองและลดการพึ่งพิง รวมทั้งทำให้ชุมชนเกิดความตระหนักและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดปัญหาโรคเรื้อรัง โครงการจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมสุขภาพ พัฒนาศักยภาพแกนนำชุมชน และพัฒนาชุมชนต้นแบบในการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ด้วยนวัตกรรมสุขภาพ 4อ. 1ป. ซึ่งประกอบด้วย การจัดการด้านอารมณ์ อาหาร การออกกำลังกาย การเอาพิษออก และการประเมินผลด้านสุขภาพ โดยดำเนินงานร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลธงชัยเหนือและโรงพยาบาลปักธงชัย กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยนักศึกษาคณะสาธารณสุขศาสตร์ ประชาชน ผู้นำชุมชน อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) จำนวน 194 คน และผู้ป่วย จำนวน 247 คน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และการนำความรู้ด้านการส่งเสริมสุขภาพและการจัดการโรคเรื้อรังไปประยุกต์ใช้ในระดับบุคคลและชุมชน

          ผลการดำเนินโครงการทำให้เกิด บุคคลต้นแบบจำนวน 30 คน และชุมชนต้นแบบจำนวน 3 ชุมชน รวมทั้งเกิดแหล่งเรียนรู้และเครือข่ายด้านสุขภาพร่วมกับมหาวิทยาลัยนครราชสีมา โรงพยาบาลปักธงชัย และองค์การบริหารส่วนตำบลธงชัยเหนือ โดยผลลัพธ์ที่ระบุในโครงการ ได้แก่ ประชาชนมีสุขภาพดีและสามารถพึ่งพาตนเองได้ ผู้ป่วยสามารถลดและเลิกยาได้ และเกิดชุมชนต้นแบบที่สามารถพัฒนาให้เกิดความยั่งยืน นอกจากนี้ การดำเนินงานยังส่งผลต่อการลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของโรงพยาบาลปักธงชัยได้ถึง 340,493.49 บาท สะท้อนให้เห็นถึงการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมด้านสุขภาพจากมหาวิทยาลัยไปถ่ายทอดและประยุกต์ใช้ร่วมกับประชาชนและภาคีเครือข่ายในพื้นที่นอกมหาวิทยาลัยอย่างเป็นรูปธรรม

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


7. โครงการการต่อยอดขยายผลการบริหารจัดการและเพิ่มมูลค่าขยะชุมชน เทศบาลตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา (จัดตามแผนที่วางไว้ on programmed basic)

          คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยรองศาสตราจารย์ ดร.บุปผชาติ ต่อบุญสูง ผู้รับผิดชอบโครงการ ดำเนินโครงการการต่อยอดขยายผลการบริหารจัดการและเพิ่มมูลค่าขยะชุมชน เทศบาลตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ในพื้นที่ หมู่บ้านสง่าพัฒนาและหมู่บ้านคลองแจ้ง เทศบาลตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นและสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง ถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะอินทรีย์และขยะพลาสติกให้แก่ชุมชน เพิ่มมูลค่าขยะให้สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ตลอดจนส่งเสริมให้ชุมชนสามารถบริหารจัดการขยะในพื้นที่ได้ด้วยตนเองและลดปริมาณขยะก่อนนำไปฝังกลบ การดำเนินงานมุ่งให้ประชาชนได้รับทั้งความรู้และการฝึกปฏิบัติในการจัดการขยะอินทรีย์และขยะพลาสติก โดยมีการเรียนรู้เกี่ยวกับการนำขยะอินทรีย์มาจัดทำเป็นน้ำหมักชีวภาพ การจัดการขยะในระดับครัวเรือน และการคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์หรือแปรรูปเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกิจกรรมสร้างจิตสำนึกและแรงจูงใจ เช่น การประกวด “ครัวเรือนต้นแบบการจัดการขยะ” และการเผยแพร่ความรู้ด้านการจัดการขยะให้แก่ครัวเรือนและชุมชน กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ประชาชนในเทศบาลตำบลหนองน้ำใส อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งอาจารย์ นักศึกษา และเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

          ผลจากการดำเนินโครงการทำให้ประชาชนที่เข้าร่วมได้รับความรู้และทักษะด้านการจัดการขยะ สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในระดับครัวเรือน โดยเฉพาะการทำน้ำหมักชีวภาพจากขยะอินทรีย์ การจัดการขยะภายในครัวเรือน และการคัดแยกขยะพลาสติกเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ นอกจากนี้ ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการยังสามารถขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะและการทำน้ำหมักชีวภาพไปสู่ประชาชน ครัวเรือน หรือชุมชนอื่นได้ เกิดการลดปริมาณขยะอินทรีย์และขยะพลาสติกในชุมชน รวมถึงการนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่า ซึ่งมีส่วนช่วยเพิ่มรายได้จากการจัดการขยะในระดับครัวเรือน ขณะเดียวกันการดำเนินโครงการยังส่งเสริมให้ประชาชนเกิดจิตสำนึกและมีส่วนร่วมในการคัดแยกขยะมากขึ้น

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


8. โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างบ้านดินถิ่นโคราชชุมชนท้องถิ่นเชิงเกษตรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ชุมชมธนาคารที่ดิน ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

         คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ดำเนินโครงการ “อบรมเชิงปฏิบัติการสร้างบ้านดินถิ่นโคราช ชุมชนท่องเที่ยวเชิงการเกษตรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ชุมชนธนาคารที่ดิน ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา” โดยมีผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สกุล วงษ์กาฬสินธุ์ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการในระยะแรกดำเนินการระหว่างวันที่ 11–14 มิถุนายน 2568 ณ ห้องประชุมชุมชนธนาคารที่ดิน ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนในชุมชนธนาคารที่ดินมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างบ้านดินเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและการเกษตรแบบธรรมชาติอย่างยั่งยืน สามารถสร้างบ้านดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารจัดการชุมชนโฮมสเตย์และการท่องเที่ยวเชิงเกษตรธรรมชาติ ตลอดจนพัฒนาพื้นที่ให้เป็นศูนย์เรียนรู้การสร้างบ้านดินและการท่องเที่ยวเชิงการเกษตรอย่างเป็นรูปธรรม การดำเนินกิจกรรมประกอบด้วยการเสวนาและวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับบริบทของชุมชน ความท้าทาย แนวทางและองค์ประกอบของบ้านดิน รวมถึงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับจุดเด่นของชุมชน สภาพแวดล้อม ทรัพยากรในพื้นที่ และการวางแผนการสร้างบ้านดินให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน จากนั้นผู้เข้าร่วมได้แบ่งกลุ่มทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ ตั้งแต่การเรียนรู้ส่วนผสมของดิน การขึ้นโครง การสร้างฐานและคานบ้านดิน การทำประตูและหน้าต่าง ไปจนถึงการฉาบบ้านดิน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็น ชาวบ้านชุมชนบ้านช่องโค ตำบลรังกาใหญ่ อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา นอกจากนี้ โครงการยังมีกิจกรรมอบรมเกี่ยวกับการจัดตั้งและการบริหารจัดการชุมชนท่องเที่ยวเชิงการเกษตร รวมถึงกิจกรรมติดตาม สรุปบทเรียน และประชาสัมพันธ์ เพื่อส่งเสริมให้ชุมชนสามารถนำความรู้และทักษะที่ได้รับไปพัฒนาพื้นที่ของตนเองต่อไป

          ผลการดำเนินโครงการทำให้ชุมชนสามารถสร้าง บ้านดินและนิเวศม์ท่องเที่ยวเชิงการเกษตรแบบธรรมชาติ จำนวน 1 หลัง จากเป้าหมาย 2 หลัง และเกิดแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างบ้านดินและนิเวศม์ท่องเที่ยวเชิงการเกษตรแบบธรรมชาติ โดยมีผู้เข้าร่วมและเกี่ยวข้องกับแหล่งเรียนรู้จำนวน 69 คน นอกจากนี้ ผลลัพธ์ของโครงการระบุว่าประชาชนเกิดบ้านดินในรูปแบบโฮมสเตย์เชิงนิเวศเกษตรธรรมชาติ และเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาจารย์กับประชาชนในพื้นที่ โดยมีผู้เข้าร่วมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จำนวน 4 คน จากเป้าหมาย 75 คน การดำเนินโครงการจึงสะท้อนการนำองค์ความรู้และทักษะจากมหาวิทยาลัยไปถ่ายทอดผ่านการอบรมและการฝึกปฏิบัติให้แก่ประชาชนในพื้นที่นอกมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งพัฒนาให้เกิดพื้นที่สำหรับเรียนรู้และต่อยอดองค์ความรู้ด้านบ้านดิน การท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการจัดการชุมชน ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นฐานการเรียนรู้ของชุมชนต่อไปได้

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


9. โครงการ "ขยะสู่มูลค่า สร้างสรรค์นวัตกรรมชุมชนด้วยวิถียั่งยืน ตำบลขามสะแกแสง"

          คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ดำเนินโครงการ “ขยะสู่มูลค่า: สร้างสรรค์นวัตกรรมชุมชนด้วยวิถียั่งยืน ตำบลขามสะแกแสง” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ วุฒิพงศ์ แสนบุดดา เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ดำเนินงานในพื้นที่ตำบลขามสะแกแสง อำเภอขามสะแกแสง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีบ้านหนองมะค่าเป็นพื้นที่หลักในการจัดกิจกรรมและเป็นที่ตั้งของธนาคารขยะเพื่อฌาปนกิจสงเคราะห์ ครอบคลุมพื้นที่เป้าหมายรวม 11 หมู่บ้าน โครงการจัดทำขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดการขยะในชุมชนที่มีการทิ้งขยะหลายประเภทรวมกัน และนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการจัดการและเพิ่มมูลค่าขยะ โดยมีวัตถุประสงค์ทั้งด้านการพัฒนานวัตกรรมและผลิตภัณฑ์จากขยะ การส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างนักศึกษาและชุมชน การสร้างช่องทางการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากขยะ การส่งเสริมระบบจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และการบูรณาการองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยสู่ชุมชนเพื่อพัฒนาให้ตำบลขามสะแกแสงเป็นศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบด้านการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การดำเนินงานประกอบด้วย 5 กิจกรรม ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบจากขยะ การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน การอบรมและถ่ายทอดความรู้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการ การจัดตั้งตลาดออนไลน์สำหรับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากขยะ และการติดตามและประเมินผล โดยกิจกรรมมีทั้งการให้ความรู้ การอภิปราย การสาธิต และการฝึกปฏิบัติจริง เช่น การคัดแยกและหมักขยะอินทรีย์ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ดินปลูก การออกแบบและจัดทำบรรจุภัณฑ์ การแปรรูปวัสดุเหลือใช้ รวมถึงการให้ความรู้ด้านการตลาดและการจัดทำบัญชีต้นทุน–กำไร นอกจากนี้ ยังมีการฝึกปฏิบัติด้านการตลาดออนไลน์ โดยแนะนำการใช้งาน University as a Marketplace, Facebook Page และ LINE Official Account รวมถึงการสร้างเนื้อหาประชาสัมพันธ์สินค้าและการเชื่อมโยงตลาดออนไลน์กับตลาดชุมชน กลุ่มเป้าหมายและผู้ได้รับประโยชน์ประกอบด้วยประชาชนและครัวเรือนใน 11 หมู่บ้าน นักศึกษาคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและสาขาที่เกี่ยวข้อง ประชาชน ผู้สูงอายุ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สถานประกอบการ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมีนักศึกษาเข้ามามีส่วนร่วมในการวิจัย พัฒนา และลงพื้นที่เป็นพี่เลี้ยงชุมชนด้วย

          ผลจากการดำเนินโครงการทำให้เกิดทั้ง องค์ความรู้ ทักษะ ผลิตภัณฑ์ และนวัตกรรมที่นำไปใช้ในชุมชน โดยมีการจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ 5 ครั้ง และเกิดผลิตภัณฑ์ชุมชนใหม่ 5 รายการ ได้แก่ ถังหมักขยะอินทรีย์ น้ำหมักชีวภาพ ปุ๋ยหมัก ดินปลูกอินทรีย์ และกระถางรักษ์โลก พร้อมทั้งพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ 3 แบบ และสร้างช่องทางการตลาด 3 ช่องทาง ได้แก่ Facebook Page, LINE Official Account และ University as a Marketplace ในด้านการเรียนรู้ กิจกรรมทำให้ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้และทักษะที่สามารถนำไปปฏิบัติจริง ตั้งแต่การจัดการขยะอินทรีย์ การแปรรูปขยะรีไซเคิล การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการตลาดและการบริหารจัดการวิสาหกิจชุมชน รวมทั้งมีการบูรณาการการเรียนรู้ผ่านรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเพื่อพัฒนาชุมชนและการออกแบบที่มุ่งเน้นชุมชน ผลการดำเนินงานยังพบว่ามีครัวเรือนในพื้นที่เริ่มคัดแยกขยะและใช้ถังหมักอินทรีย์ 35 ครัวเรือน ปริมาณขยะอินทรีย์ลดลงเฉลี่ยร้อยละ 22 รายได้ของผู้ประกอบการและกลุ่มชุมชนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 12 และเกิดนวัตกรรมต้นแบบ “ถังหมักเศษอาหารและสารบำรุงดิน” ที่สามารถนำไปใช้ในครัวเรือนได้จริง นอกจากนี้ ยังเกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ซึ่งช่วยให้เกิดกระบวนการเรียนรู้และการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่อเนื่องในพื้นที่ และสนับสนุนการพัฒนาตำบลขามสะแกแสงให้เป็นชุมชนต้นแบบด้านการจัดการขยะอย่างยั่งยืน

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


10. โครงการยกระดับต้นหอมด้วยการเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสุขภาพปลอดสารเคมีตามแนวคิดเกษตรมูลค่าสูง และแนวคิดเศรษฐกิจ BCG

          คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ดำเนินโครงการ “ยกระดับต้นหอมด้วยการเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสุขภาพปลอดสารเคมีตามแนวคิดเกษตรมูลค่าสูง และแนวคิดเศรษฐกิจ BCG” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี ดร.อลิศา โชตินนท์ภิชา เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ดำเนินงานในพื้นที่ บ้านตลาด หมู่ 3 ตำบลตลาด อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ร่วมกับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักตำบลตลาด ซึ่งมีสมาชิก 41 ราย และมีประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมโครงการจำนวน 20 คน โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับต้นหอมซึ่งเป็นผลผลิตทางการเกษตรของชุมชนให้เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปเพื่อสุขภาพ เพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรมและองค์ความรู้ รวมถึงยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การสร้างแบรนด์ การบริหารจัดการกลุ่ม และการพัฒนาตลาดออนไลน์ โดยมหาวิทยาลัยได้ลงพื้นที่ทำงานร่วมกับชุมชนอย่างต่อเนื่องผ่านกิจกรรม 5 กิจกรรม ได้แก่ การอบรมเตรียมความพร้อมและแลกเปลี่ยนบทเรียนของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน การศึกษากระบวนการผลิตทองม้วนต้นหอมและร่วมกันออกแบบนวัตกรรมเครื่องทำทองม้วนระบบเตาไฟฟ้าแบบ 4 หัวเตา การถ่ายทอดองค์ความรู้และฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือดังกล่าว การตรวจประเมินอายุการเก็บรักษาและสุขลักษณะของผลิตภัณฑ์โดยคณาจารย์และนักศึกษาสาขาวิชาเทคโนโลยีอาหาร การออกแบบร้านค้าขนาดเล็กแบบถอดประกอบได้ (Kiosk) บรรจุภัณฑ์และตราสินค้า ตลอดจนการถ่ายทอดความรู้ด้านการบริหารจัดการกองทุนวิสาหกิจชุมชนและเทคนิคการตลาดออนไลน์ โดยกิจกรรมต่าง ๆ มีการนำอาจารย์และนักศึกษาจากหลายสาขาวิชาเข้ามาร่วมทำงานกับประชาชนในพื้นที่ ทั้งด้านออกแบบนิเทศศิลป์ นวัตกรรมการพัฒนาสังคม วิศวกรรมการจัดการอุตสาหกรรม เทคโนโลยีอาหาร และการตลาด ทำให้เกิดการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนจากสถานการณ์และปัญหาการผลิตจริงของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน

           ผลการดำเนินโครงการทำให้เกิด นวัตกรรมเครื่องทำทองม้วนระบบเตาไฟฟ้าแบบ 4 หัวเตา ซึ่งช่วยลดการใช้แรงงานจากเดิม 4 คน เหลือ 1 คน และสามารถเพิ่มปริมาณการผลิตทองม้วนได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่า นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ทองม้วนต้นหอมเพื่อสุขภาพได้รับการตรวจประเมินอายุการเก็บรักษา พบว่าสามารถเก็บรักษาได้อย่างน้อย 8 สัปดาห์ หรือ 56 วัน และมีความปลอดภัยต่อการบริโภคตามเกณฑ์มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนขนมไทย มผช. 1/2552 รวมถึงเข้าสู่ขั้นตอนการคัดสรรเป็นสินค้า OTOP ของจังหวัดนครราชสีมา โครงการยังทำให้เกิดการพัฒนาด้านการตลาดและภาพลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ผ่านการสร้างตราสินค้า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ ร้านค้าขนาดเล็กแบบถอดประกอบได้ และเพจ Facebook สำหรับจำหน่ายสินค้า รวมทั้งเพิ่มจุดจำหน่ายในจังหวัดนครราชสีมาอีก 2 ร้านค้า ในด้านองค์ความรู้ ชุมชนได้รับองค์ความรู้เกี่ยวกับนวัตกรรมเครื่องทำทองม้วนระบบเตาไฟฟ้าแบบ 4 หัวเตา และการบริหารจัดการกองทุนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ผักตำบลตลาด ขณะเดียวกันโครงการยังบูรณาการกับการเรียนการสอน 5 รายวิชา และให้นักศึกษาจากหลายสาขาวิชาเข้ามามีส่วนร่วมในการลงพื้นที่ ศึกษาปัญหา ออกแบบ พัฒนา และถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกับชุมชน ผลจากการดำเนินงานทำให้ยอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทองม้วนต้นหอมเพื่อสุขภาพเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 และในเดือนแรกของการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ รายได้ของกลุ่มเพิ่มขึ้นถึง ร้อยละ 42 สะท้อนให้เห็นถึงการนำความรู้และทักษะจากมหาวิทยาลัยไปใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และเพิ่มศักยภาพของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม


<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


11. โครงการยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้า ด้วยการย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติในท้องถิ่นตามแนวคิด BCG Model เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน

         โครงการ “ยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้า ด้วยการย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติในท้องถิ่นตามแนวคิด BCG MODEL เพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ผ้าไหมในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ด้วยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนส่งเสริมความรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาดเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน โครงการดำเนินงานกับ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมพื้นเมืองบ้านป่าหวาย ตำบลบัวลาย อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 15 คน และกลุ่มทอผ้าลายขิดบ้านหนองจาน ตำบลหนองหว้า อำเภอบัวลาย จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 15 คน รวม 30 คน โดยกิจกรรมการเรียนรู้ประกอบด้วย การฟอกเส้นไหมและการสกัดสีจากวัสดุธรรมชาติ เทคนิคการย้อมสีเส้นไหมให้มีความคงทนและสีไม่ตก การแปรรูปและพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าให้เกิดอัตลักษณ์ใหม่ รวมถึงการพัฒนาระบบการตลาดทั้งแบบออฟไลน์และออนไลน์ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการเกิดจากความต้องการของชุมชนที่ต้องการพัฒนาทักษะการย้อมไหมด้วยสีธรรมชาติ การพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ทันสมัย และการเพิ่มความรู้ด้านการตลาดและการสร้างแบรนด์

          ผลการดำเนินโครงการทำให้เกิด การถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีแก่ผู้เข้าร่วมจาก 2 หมู่บ้าน จำนวน 30 คน และเกิดหลักสูตรระยะสั้นด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้า จำนวน 4 เรื่อง ได้แก่ การลอกกาวเส้นใยไหม การสกัดสี สารช่วยติดสี และการย้อมสีจากวัสดุธรรมชาติ นอกจากนี้ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมพื้นเมืองบ้านป่าหวายได้รับใบรับรองเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยตรานกยูงพระราชทานสีเงิน และมีการทดสอบมาตรฐานพร้อมติดดวงตราผ้าไหมที่ผ่านการรับรอง จำนวน 15 ชิ้น รวม 37 เมตร รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่ผ่านกระบวนการออกแบบและตัดเย็บ จำนวน 4 ชุด ในด้านผลลัพธ์ โครงการทำให้เกิดความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายด้านผ้า จำนวน 3 หน่วยงาน เกิดศูนย์เรียนรู้ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมพื้นเมืองบ้านป่าหวาย และเกิดนวัตกรรมชุมชนตามแนวทางเศรษฐกิจ BCG โดยนำพืชในชุมชนมาสกัดสีสำหรับย้อมเส้นไหมเพื่อลดการใช้สารเคมี อีกทั้งผู้ประกอบการชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการปรับราคาผลิตภัณฑ์สูงขึ้นจากเดิมร้อยละ 10

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


12. โครงการการต่อยอดและขยายผลงานวิจัยโมเดล “เห็ดดี มีเฮง” ด้วยแนวคิด เห็ดดี วิถียั่งยืน @หินโคน : การพัฒนานวัตกรรมการเพาะเห็ดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในพื้นที่ตำบลหินโคน อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา

         โครงการ “การต่อยอดและขยายผลงานวิจัยโมเดล ‘เห็ดดี มีเฮง’ ด้วยแนวคิด เห็ดดี วิถียั่งยืน @หินโคน : การพัฒนานวัตกรรมการเพาะเห็ดตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในพื้นที่ตำบลหินโคน อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา” ภายใต้แผนงานพื้นฐานด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ผลผลิตมหาวิทยาลัยราชภัฏเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็น เกษตรกรและกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเพาะเห็ดในพื้นที่ตำบลหินโคน รวมถึงนักศึกษาสาขาเกษตร โครงการต่อยอดจากโมเดล “เห็ดดี มีเฮง” ที่มหาวิทยาลัยเคยดำเนินงาน โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมการเพาะเห็ดตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านกิจกรรมการพัฒนานวัตกรรมก้อนเห็ด การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตก้อนเชื้อเห็ด การพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด การส่งเสริมการตลาด และการติดตามและประเมินผล โดยมุ่งให้ชุมชนสามารถนำวัสดุเหลือใช้ในพื้นที่มาใช้ประโยชน์ ลดการเผาฟาง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตก้อนเชื้อเห็ด รวมถึงพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดให้มีมูลค่าเพิ่ม

         ผลการดำเนินโครงการเกิด นวัตกรรมเครื่องผลิตก้อนเห็ดจากฟางข้าวอัจฉริยะ จำนวน 1 เครื่อง และมีคู่มือการผลิตก้อนเชื้อตามแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน จำนวน 5 เล่ม นอกจากนี้ยังเกิดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ด จำนวน 4 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ก้อนเห็ดจากฟางข้าว เห็ดสามรส เกี๊ยวเห็ด และขนมปังเห็ด เกษตรกรและสมาชิกวิสาหกิจชุมชนได้รับการพัฒนาทักษะด้านการผลิตและการตลาด จำนวน 30 ราย และเกิดช่องทางการจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ รวมถึงช่องทางออนไลน์ผ่าน Facebook และ LINE อีก 2 แพลตฟอร์ม ผลลัพธ์ของโครงการพบว่าต้นทุนการผลิตก้อนเชื้อจากฟางข้าวที่เหลือใช้ในพื้นที่ลดลง ร้อยละ 20 รายได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เห็ดแปรรูปเพิ่มขึ้น ร้อยละ 30 เกษตรกรและสมาชิกวิสาหกิจชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีผู้ประกอบการ/ผู้ผลิตเข้าร่วมจำนวน 30 ราย และเกิดชุมชนต้นแบบธุรกิจตามแนวทาง BCG Model จำนวน 1 ต้นแบบ

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


13. โครงการส่งเสริมและยกระดับความมั่นคงทางอาหารสำหรับประชาชนในพื้นที่อำเภอปักธงชัย

         โครงการส่งเสริมและยกระดับความมั่นคงทางอาหารสำหรับประชาชนในพื้นที่อำเภอปักธงชัย ดำเนินงานในพื้นที่ตำบลดอนและตำบลงิ้ว อำเภอปักธงชัย โดยมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เพื่อส่งเสริมความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาคุณภาพชีวิตของครัวเรือนเปราะบาง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้มีรายได้น้อย ผ่านการทำเกษตรแบบง่ายที่เหมาะสมกับบริบทของครัวเรือน การลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตรในชุมชน โดยมีการดำเนินงานเพื่อพัฒนาครัวเรือนเปราะบาง 30 ครัวเรือน จัดทำแปลงเกษตรต้นแบบ 30 แปลง และอบรมการทำเกษตรแบบง่ายให้แก่ประชาชน 30 คน พร้อมส่งเสริมผักสวนครัว 15 ชนิด และพัฒนาผลิตภัณฑ์จากผลผลิตทางการเกษตร 2 ผลิตภัณฑ์

         ผลการดำเนินงานก่อให้เกิดการพัฒนาครัวเรือนและทักษะของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร โดยมีนักศึกษาเข้าร่วมโครงการ 15 คน และมีหน่วยงานเครือข่ายร่วมดำเนินงาน 3 หน่วยงาน ผลลัพธ์ที่ระบุในโครงการ ได้แก่ ครัวเรือนที่มีรายจ่ายด้านอาหารลดลงร้อยละ 100 ครัวเรือนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นร้อยละ 66.7 และเกิดช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ 2 ช่องทาง ทั้งนี้ โครงการยังสะท้อนการนำองค์ความรู้ด้านการผลิต การเกษตร และการตลาดไปประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองของประชาชนในชุมชน


<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


14. โครงการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก

           โครงการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก เป็นโครงการของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ดำเนินงาน ณ โรงเรียนวัดหนองจอก ตำบลหนองพลวง อำเภอจักราช จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็กสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 โดยจากการศึกษาสภาพปัญหาพบว่าโรงเรียนยังมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ สื่อการเรียนรู้ตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ไม่เพียงพอ รวมถึงครูไม่ครบชั้นปีการศึกษา ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของผู้เรียน มหาวิทยาลัยจึงดำเนินโครงการโดยมุ่งสร้างบรรยากาศให้เกิดเป็น ระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบ และพัฒนาสื่อที่เหมาะสมซึ่งสามารถนำไปใช้ได้จริงในบริบทของโรงเรียนขนาดเล็ก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาห้องสมุดและจัดหาทรัพยากรการเรียนรู้ให้เป็นระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบ ส่งเสริมทักษะการพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบมีส่วนร่วมโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน และส่งเสริมทักษะการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานให้แก่ครูประจำการ บุคลากรทางการศึกษา และศิษย์เก่า กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยโรงเรียน 1 แห่ง และครูประจำการ บุคลากรทางการศึกษา และศิษย์เก่าจำนวน 80 คน การดำเนินงานประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 การพัฒนาห้องสมุดให้เกิดเป็นนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก กิจกรรมที่ 2 การพัฒนาทักษะครูในการจัดการนิเวศการเรียนรู้และจัดหาทรัพยากรการเรียนรู้ตามสาระการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบสำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก กิจกรรมที่ 3 การถอดบทเรียนและเสริมทักษะครูให้มีส่วนร่วมในการพัฒนาชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ปัญหาเป็นฐานประกอบการเรียนการสอนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ และกิจกรรมที่ 4 การอบรมเสริมทักษะการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานให้แก่ครูประจำการ บุคลากรทางการศึกษา และศิษย์เก่า

          ผลผลิตของโครงการประกอบด้วย ห้องสมุดและทรัพยากรการเรียนรู้ในระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบสำหรับโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 1 แหล่ง ชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองแบบมีส่วนร่วมโดยใช้ปัญหาเป็นฐานในกลุ่มวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ จำนวน 4 ชุด และครู บุคลากรทางการศึกษา และศิษย์เก่าที่ได้รับการพัฒนาทักษะจำนวน 80 คน ส่วนผลลัพธ์ที่ระบุในโครงการ ได้แก่ การเกิดระบบนิเวศการเรียนรู้ต้นแบบระดับโรงเรียนจำนวน 1 โรงเรียน การมีชุดสื่อการเรียนรู้ประกอบการเรียนการสอนจำนวน 4 วิชา และการที่ครู บุคลากรทางการศึกษา และศิษย์เก่ามีทักษะและสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนจำนวน 3 ทักษะ


<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


15. โครงการการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้วย CODING สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กโดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นฐาน

        โครงการการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้วย CODING สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กโดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ดำเนินงานโดย สาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้าอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผู้รับผิดชอบโครงการคือ ผศ.นิทัศน์ สุริยะกาญจน์ โดยดำเนินการในพื้นที่ โรงเรียนเสนานุเคราะห์ ตำบลโพธิ์กลาง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา  โครงการเกิดจากสภาพปัญหาของโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 1 ที่มีข้อจำกัดด้านบุคลากรและสื่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี รวมถึงครูผู้สอนส่วนใหญ่ยังขาดประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการจัดการเรียนการสอนด้าน CODING และการใช้สื่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ โครงการจึงมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้าน CODING โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นฐาน สร้างชุดสื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองเรื่องหุ่นยนต์ทรงตัวอัตโนมัติสำหรับการเรียนรู้ด้วย CODING และถ่ายทอดองค์ความรู้พร้อมส่งเสริมการใช้นวัตกรรมชุดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นฐานให้แก่ครูประจำการ กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ครูประจำการ 10 คน นักเรียน 50 คน และโรงเรียนในสังกัด สพป.นครราชสีมา เขต 1 จำนวน 10 โรงเรียน

        ผลจากการดำเนินโครงการ ได้แก่ โรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพป.นครราชสีมา เขต 1 ได้รับการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมชุดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นฐานจำนวน 5 โรงเรียน ครูประจำการและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการพัฒนาทักษะในการใช้ชุดการเรียนรู้จำนวน 10 คน นักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้จากชุดสื่อการสอนจำนวน 50 คน มีการจัดทำ หุ่นยนต์ทรงตัวอัตโนมัติสำหรับการเรียนรู้ด้วย CODING จำนวน 25 ตัว และชุดสื่อการสอนเรื่องหุ่นยนต์ทรงตัวอัตโนมัติสำหรับการเรียนรู้ด้วย CODING จำนวน 1 ชุด ขณะที่ผลลัพธ์ระบุว่าครูประจำการและบุคลากรทางการศึกษามีระดับความเข้าใจและทักษะในการใช้ชุดการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีหุ่นยนต์เป็นฐานอยู่ในระดับ 4 และผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนจากการใช้ชุดการเรียนรู้ดังกล่าวเพื่อพัฒนาทักษะด้าน CODING เพิ่มขึ้น ร้อยละ 80 นอกจากนี้ ภาพกิจกรรมใน One Page แสดงการอบรม การประกอบและทดลองใช้อุปกรณ์หุ่นยนต์ และการเรียนรู้ของนักเรียนจากชุดกิจกรรมดังกล่าว จึงสะท้อนการนำองค์ความรู้และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยไปจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะให้แก่ครูและนักเรียนในสถานศึกษานอกมหาวิทยาลัย ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะของ SDG 4.3.4 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษานอกพื้นที่มหาวิทยาลัย

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


16. โครงการการยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในโรงเรียนเครือข่าย TSQM-NRRU-Network โดยการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

           โครงการการยกระดับคุณภาพการศึกษาและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในโรงเรียนเครือข่าย TSQM-NRRU-Network โดยการบูรณาการองค์ความรู้และนวัตกรรมการวิจัยของมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ดำเนินงานโดย สำนักการเรียนรู้ตลอดชีวิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มี ผศ.ดร.สิรินาถ จงกลกลาง เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลต้นแบบเครือข่าย TSQM-NRRU-Network ในการผลิตและพัฒนาครูอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพในจังหวัดนครราชสีมา รวมทั้งพัฒนาระบบบริหารจัดการเครือข่าย ฐานข้อมูลโรงเรียน ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ และระบบติดตามประเมินผล พัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ การใช้เทคโนโลยีและ AI และการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัล ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการขยายผลนวัตกรรมระหว่างโรงเรียน และส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาในโรงเรียนเครือข่าย  การดำเนินงานครอบคลุมโรงเรียนเครือข่ายในจังหวัดนครราชสีมา โดยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม 2568 มีการจัดกิจกรรมพัฒนาระบบบริหารจัดการเครือข่าย การพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากร การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และขยายผล เช่น การจัดทำหลักสูตรตามจุดเน้นของสถานศึกษา การประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการสอน (Core Teaching Practice) การอบรม “พลังจิตวิทยาเชิงบวก : สร้างห้องเรียนแห่งความสุข” และการสร้างสื่อส่งเสริมการเรียนรู้ยุคใหม่ด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมถึงการเตรียมการพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้ดิจิทัลและการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นโรงเรียนและครู บุคลากรทางการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาในเครือข่าย ซึ่งกิจกรรมสำคัญมีทั้งการจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และการดำเนินงานร่วมกับโรงเรียนเครือข่ายในพื้นที่

          ผลจากการดำเนินโครงการ ณ รอบ 6 เดือน พบว่าเกิดเครือข่ายการพัฒนาจำนวน 42 โรงเรียน มีครูได้รับการพัฒนาด้านการจัดการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน กระบวนการจิตศึกษา และการพัฒนาชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) จำนวน 1021 คน และเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ตามบริบทของสถานศึกษาจำนวน 42 นวัตกรรม ครอบคลุมแนวทาง เช่น อนุบาลจิตศึกษา จิตศึกษา Problem-based Learning, Professional Learning Community, การพัฒนาสื่อการสอนโดยใช้ AI, จิตวิทยาเชิงบวก และ Core Teaching Practice นอกจากนี้ยังมีคลังสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้จำนวน 100 รายการ และมีครูได้รับการพัฒนาด้าน AI จิตวิทยาเชิงบวก และการใช้คำถาม Core Practice จำนวน 102 คน    ผลลัพธ์ของโครงการระบุว่าเครือข่ายการพัฒนาส่งผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในพื้นที่และก่อให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพครูที่เข้มแข็ง เกิดโรงเรียนเครือข่าย TSQM-NRRU-Network ที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และมีโรงเรียนได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบจำนวน 42 โรงเรียน ซึ่งมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีดิจิทัลเพิ่มขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ  ทั้งนี้ กิจกรรมที่ดำเนินการยังมีผลการประเมินในระดับสูง เช่น การประชุมและกิจกรรมเปิดตัวเครือข่ายมีค่าเฉลี่ย 4.58 การประยุกต์ใช้แนวปฏิบัติการสอนมีค่าเฉลี่ย 4.80 และกิจกรรมพลังจิตวิทยาเชิงบวกมีค่าเฉลี่ย 4.95   โดยภาพรวมโครงการจึงสะท้อนการนำองค์ความรู้ นวัตกรรมการศึกษา เทคโนโลยี และประสบการณ์จากมหาวิทยาลัยไปพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนเครือข่าย

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


17. โครงการพลังนิทานสร้างสรรค์ สร้างเยาวชนคุณภาพเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

         โครงการ “พลังนิทานสร้างสรรค์ สร้างเยาวชนคุณภาพเพื่อพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” ดำเนินการโดย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีผู้รับผิดชอบโครงการ ได้แก่ ผศ.จิรศักดิ์ วิพัฒน์โสภากร อาจารย์กิติกร ทิพนัด ผศ.กนกกร เมตตาจิต และ ดร.ประภัสสร ชโลธร โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนานวัตกรรมสื่อนิทานและสื่อมัลติมีเดียโดยใช้แนวคิดสนามเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมนักเรียนระดับประถมศึกษา โดยดำเนินการในโรงเรียนเครือข่าย TSQM-NRRU-Network ที่เป็นโรงเรียน Node ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนบ้านบุ (ประชารัฐพัฒนา) โรงเรียนบ้านโกรกลึก โรงเรียนโคกวังวนวิทยา และโรงเรียนบ้านหนองยาง กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยโรงเรียนเครือข่าย 4 แห่ง ครูผู้สอนระดับประถมศึกษา 30 คน และนักเรียนระดับประถมศึกษา 693 คน โดยมีกิจกรรมตั้งแต่การอบรมเชิงปฏิบัติการออกแบบเนื้อหานิทาน การสร้างและผลิตนิทาน การผลิตคลิปวิดีโอนิทาน การอบรมการใช้นิทานในการเรียนรู้ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประเมินผลการนำสื่อไปใช้จริงในสถานศึกษา

         ผลการดำเนินงานปรากฏเป็น ชุดนิทาน 4 ชุด รวม 28 เรื่อง และคลิปวิดีโอ 28 คลิป โดยเนื้อหามุ่งแก้ไขพฤติกรรมที่เป็นปัญหา ได้แก่ ความก้าวร้าวและการบูลลี่ พฤติกรรมเสี่ยงด้านสิ่งเสพติด การส่งเสริมความรับผิดชอบและลดการติดสื่อสังคมออนไลน์ และการปรับพฤติกรรมลักเล็กขโมยน้อย มีการนำสื่อนิทานไปใช้กับกลุ่มเป้าหมายอย่างน้อย 7 ครั้ง ครอบคลุมนักเรียนร้อยละ 80 พร้อมทั้งมีครูผ่านการอบรม 30 คน และกำหนดให้ผู้ใช้สื่อมีความพึงพอใจไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานระบุว่าพบการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของนักเรียนในชีวิตประจำวัน เช่น การห้ามเพื่อนทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องและการให้คำแนะนำที่เหมาะสม รวมถึงนักเรียนมีบทบาทในการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในชุมชน และสื่อที่พัฒนาขึ้นสามารถปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละโรงเรียนและมีศักยภาพในการขยายผลต่อไป

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


18. โครงการสานวิศวกรสังคมสร้างความร่วมมือ สู่นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก

        โครงการ “วิศวกรสังคมสานความร่วมมือสู่นวัตกรรมเพื่อส่งเสริมสร้างพัฒนาการเด็ก” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีแนวคิดในการนำกระบวนการ วิศวกรสังคมและ Design Thinking มาใช้ในการสำรวจและทำความเข้าใจความต้องการของพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การออกแบบนวัตกรรมของเล่นและสนามเด็กเล่นที่เหมาะสมกับเด็กพิเศษ พร้อมทั้งพัฒนาทักษะของนักศึกษาใน 4 ด้าน ได้แก่ นักคิด นักประสาน นักสื่อสาร และนักปฏิบัติ โดยกิจกรรมมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ครอบครัว ผู้ดูแลเด็กพิเศษ ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผ่านการสำรวจพื้นที่ วิเคราะห์ปัญหา ออกแบบนวัตกรรม และร่วมกันพัฒนาสื่อหรือกิจกรรมที่ตอบสนองต่อพัฒนาการของเด็ก ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายหลักประกอบด้วย เด็กพิเศษจำนวน 50 คน

         ผลการดำเนินงานก่อให้เกิด นวัตกรรมของเล่นพัฒนาการเด็ก จำนวน 1 โมเดล และมีการพัฒนาทักษะนักศึกษาผ่านกระบวนการวิศวกรสังคมและการเรียนรู้จากประสบการณ์จริง โดยเด็กพิเศษจำนวน 50 คนได้รับโอกาสในการใช้ของเล่นและเข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาการที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมและประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็ก นอกจากนี้ โครงการยังทำให้เกิดรูปแบบการเรียนรู้แบบ Service-Learning และสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดการพัฒนานวัตกรรมและการจัดกิจกรรมสำหรับเด็กในบริบทของพื้นที่ได้ต่อไป

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


19. โครงการพัฒนาชุมชนดิจิทัล (Digital Community) เพื่อรองรับสังคมศตวรรษที่ 21

         โครงการ “การพัฒนาชุมชนดิจิทัล (Digital Community) เพื่อรองรับสังคมศตวรรษที่ 21” ดำเนินการโดย สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมีนางสาวกอบแก้ว บุญกลาง เป็นหัวหน้าโครงการ มีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งพัฒนาความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัลให้แก่ประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อให้สามารถเข้าถึง รู้เท่าทัน และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้ การดำเนินชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนสร้างชุมชนต้นแบบด้านดิจิทัลและเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่ชุมชน โครงการดำเนินกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการ 3 กลุ่ม ได้แก่ AI@School สำหรับเด็กและเยาวชน โดยฝึกการค้นหาและประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล การสรุปสารสนเทศ และการสร้างสื่อดิจิทัลด้วย AI; “โก๋เก๋ารู้เท่าทัน AI” สำหรับผู้สูงอายุ โดยเน้นการรู้เท่าทันสื่อและภัยออนไลน์ การใช้ AI เพื่อวางแผนสุขภาพและชีวิตประจำวัน และการใช้ AI อย่างมีจริยธรรม; และ การเสริมศักยภาพการทำงานด้วย AI สำหรับคนวัยทำงาน ซึ่งเน้นการใช้ AI ในการเขียนโครงการ รายงานการประชุม หนังสือราชการ การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างสื่อดิจิทัล โดยดำเนินงานกับโรงเรียนและชุมชนในจังหวัดนครราชสีมา ครอบคลุมโรงเรียน 8 แห่ง ผู้สูงอายุจาก 3 ชุมชน และประชาชนวัยทำงาน

         ผลการดำเนินงานมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวม 523 คน ประกอบด้วยเยาวชน 372 คน ผู้สูงอายุ 110 คน และคนวัยทำงาน 41 คน โดยเยาวชนสามารถใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูล สรุปสาระ และสร้างสื่อดิจิทัลเบื้องต้น ผู้สูงอายุสามารถใช้ AI เพื่อวางแผนสุขภาพ ป้องกันภัยจากมิจฉาชีพออนไลน์ และสร้างสื่อเพื่อการสื่อสาร ส่วนคนวัยทำงานสามารถประยุกต์ใช้ AI กับงานจริง เช่น การเขียนโครงการ การจัดทำรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างสื่อนำเสนอ นอกจากนี้เกิดสื่อดิจิทัลจาก Generative AI อย่างน้อย 4 ประเภท ได้แก่ Infographic ภาพประกอบ วิดีโอนิทาน และ Presentation และเกิดเครือข่ายชุมชนดิจิทัลต้นแบบจากโรงเรียนและชุมชนรวม 11 แห่ง  ผลการประเมินกิจกรรมยังอยู่ในระดับมากที่สุด โดยกิจกรรม AI@School มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจ 4.65 จาก 5 คะแนน และกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุมีค่าเฉลี่ย 4.90 จาก 5 คะแนน

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


20. โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมระดับชาติ ภายใต้แนวคิดทุนศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นโคราชกับการสร้างสรรค์ประติมากรรมร่วมสมัย

         โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมระดับชาติ ภายใต้แนวคิดทุนศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นโคราชกับการสร้างสรรค์ประติมากรรมร่วมสมัย ดำเนินการโดย สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี ผศ.ดร.สืบศักดิ์ สีรมงคลกาล เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ โครงการมีวัตถุประสงค์เพื่อจัดกิจกรรมการเรียนรู้และสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมภายใต้แนวคิดทุนศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นโคราช เพื่อสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมร่วมสมัยโดยศิลปินท้องถิ่นและศิลปินระดับชาติ และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์ประติมากรรมผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ โดยมีกิจกรรมตั้งแต่การสัมมนาเพื่อระดมความคิด “การสร้างสรรค์ประติมากรรมร่วมสมัย” การอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับศิลปิน ผ่านฐานปฏิบัติการ 3 ด้าน ได้แก่ ประติมากรรมดินเผา ประติมากรรมโลหะ และประติมากรรมสื่อผสม รวมถึงการเผยแพร่องค์ความรู้ผ่านสื่อ 2 มิติ 3 มิติ และคลิปวิดีโอ ทั้งนี้ กิจกรรมที่ปรากฏในเอกสารดำเนินขึ้นในปี 2568 โดยมีการสัมมนาเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2568 และกิจกรรม Workshop ระหว่างวันที่ 29-31 กรกฎาคม 2568 และ 13–17 พฤษภาคม 2568 ซึ่งมีศิลปินเข้าร่วมสร้างสรรค์ผลงานจำนวน 32 ท่าน และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าร่วมเรียนรู้จากศิลปินระดับชาติและศิลปินที่เข้าร่วมโครงการ

         ผลการดำเนินงานมี ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 150 คน ได้รับองค์ความรู้จากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรม โดยเกิดผลผลิตเป็นผลงานประติมากรรม 31 ชิ้น ครอบคลุมประติมากรรมดินเผา โลหะ และสื่อผสม และเกิดองค์ความรู้เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ผลงานประติมากรรมร่วมสมัยภายใต้แนวคิดทุนศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่นโคราช นอกจากนี้ โครงการมุ่งนำผลงานและองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปกรรมและศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยในพื้นที่มหาวิทยาลัย รวมถึงเผยแพร่สู่สาธารณชน เพื่อสร้างการรับรู้ด้านศิลปกรรม ศิลปวัฒนธรรม และสุนทรียภาพ และเปิดโอกาสให้เกิดการเรียนรู้จากผลงานของศิลปินท้องถิ่นและศิลปินระดับชาติ

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>


21. โครงการการสร้างพื้นที่เรียนรู้ข้ามรุ่นโดยใช้วงกลองยาวประยุกต์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิต และอัตลักษณ์ชุมชนในตำบลมะเกลือเก่า จังหวัดนครราชสีมา

         โครงการ “การสร้างพื้นที่เรียนรู้ข้ามรุ่นโดยใช้วงกลองยาวประยุกต์เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและอัตลักษณ์ชุมชนในตำบลมะเกลือเก่า จังหวัดนครราชสีมา” ดำเนินการโดยหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดนตรีศึกษา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา โดยมี ผศ.นรินทร์ภัส สุขีสนธิ์ และอาจารย์สุธาสินี หาญชนะ เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ดำเนินการในตำบลมะเกลือเก่า อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการเกิดจากปัญหาช่องว่างระหว่างวัยและการขาดแคลนผู้สืบทอดองค์ความรู้ด้านวงกลองยาว ซึ่งเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชุมชน จึงมุ่งสร้าง “พื้นที่การเรียนรู้ข้ามรุ่น” โดยใช้วงกลองยาวประยุกต์เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงดนตรีพื้นบ้านกับดนตรีร่วมสมัย เพื่อส่งเสริมทักษะชีวิตและความสัมพันธ์ระหว่างเยาวชนกับผู้สูงวัย รวมถึงสร้างความตระหนักและความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ท้องถิ่น กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วยเยาวชนในชุมชนอายุ 12–18 ปี จำนวน 22 คน และผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 10 คน กิจกรรมประกอบด้วยการอบรมเชิงปฏิบัติการด้านกลองยาวเพื่อสร้างความสัมพันธ์และพัฒนาทักษะชีวิต การแสดงวงกลองยาวประยุกต์สู่สาธารณะในงานประเพณีชุมชน และการถอดบทเรียนเพื่อจัดทำต้นแบบกิจกรรมดนตรีชุมชนข้ามรุ่น

        ผลการดำเนินงานพบว่า ผู้เข้าร่วมโครงการมีความรู้และทักษะด้านดนตรีเพิ่มขึ้นร้อยละ 88.95 ขณะที่เยาวชนมีทักษะชีวิตด้านการสื่อสาร การทำงานเป็นทีม และความคิดสร้างสรรค์เพิ่มขึ้นร้อยละ 93.26 นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมมีความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มวัยที่ดีขึ้น และเกิดเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และชุมชน ในด้านผลลัพธ์ของโครงการ เกิดพื้นที่อัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นในชุมชนตำบลมะเกลือเก่า และมีอัตลักษณ์ศิลปวัฒนธรรมที่ได้รับการส่งเสริม 2 เรื่อง ได้แก่ การบรรเลงกลองยาวแบบดั้งเดิม และกลองยาวประยุกต์ข้ามรุ่น รวมถึงเกิดผลิตภัณฑ์ Soft Power ที่ใช้ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น 2 รายการ คือ ชุดการแสดงกลองยาวประยุกต์และคู่มือกิจกรรมข้ามรุ่น ผลการดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนการสร้างพื้นที่เรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนต่างวัย การถ่ายทอดองค์ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นจากชุมชนสู่เยาวชน และการพัฒนาทักษะชีวิตผ่านการปฏิบัติจริง

<<รายละเอียดเพิ่มเติม>>